แขนด้วนลักกระทะ ? นักมวยปล้ำสาวโดนข่มขืน ? เปิดกลยุทธ์เหนือชั้น แผนดัดหลังพยานเท็จ ของเสด็จในกรมฯ ที่ใช้ไหวพริบสยบคำลวงโลก
ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2436 ท่ามกลางการปฏิรูประบบศาลและการปกครองส่วนภูมิภาคในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมืองอุบลราชธานีต้องเผชิญกับคดีความสุดพิสดารที่สร้างความปวดหัวให้กับตระลาการ (ผู้พิพากษา) ยุคโบราณ เนื่องจากเป็นคดีที่ไม่มีพยานบุคคลเด่นชัด และเต็มไปด้วยการสู้ความด้วยคำโกหกพกลมเพื่อหวังผลประโยชน์ คดีแรกคือ "คดีไอ้ด้วนลักกระทะ" เมื่อ "ไอ้ด้วน" ชายพิการแขนกุดสองข้างปฏิเสธข้อหาขโมยกระทะใบใหญ่ โดยใช้ความพิการของตนเป็นข้ออ้างจนศาลเกือบหลงเชื่อ และคดีที่สองคือ "คดีอำแดงคำใหญ่" นักมวยปล้ำหญิงชื่อดังที่มาฟ้องร้องว่าถูก "ทิดใบ" หนุ่มร่างบางปลุกปล้ำข่มขืน ซึ่งทิดใบปฏิเสธเสียงแข็งท่ามกลางความกังขาว่า หญิงแกร่งระดับล้มผู้ชายได้จะยอมให้หนุ่มร่างขี้ก้างข่มขืนจริงหรือ ? แต่ศาลก็ไร้หลักฐานมัดตัว ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยด้วยพระปรีชาสามารถของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอีสาน ผู้ทรงใช้ แผนดัดหลังพยานเท็จ ด้วยจิตวิทยาระดับสูง พระองค์ทรงสั่งให้ไอ้ด้วนลองโชว์วิธีขโมยกระทะจนเจ้าตัวเผลอแสดงความคล่องแคล่วด้วยการใช้เท้าหนีบ และแอบสั่งให้ทิดใบวิ่งไล่ปล้ำอำแดงคำใหญ่กลางศาล จนความจริงปรากฏว่านางสามารถเหวี่ยงทิดใบคว่ำได้อย่างง่ายดาย พิสูจน์ชัดว่าหากไม่สมยอมก็ไม่มีทางข่มขืนได้สำเร็จ แผนการดัดหลังสยบคำลวงโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้คนร้ายและพยานเท็จต้องจำนนต่อหลักฐานพฤติกรรม แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการใช้ไหวพริบและปฏิภาณในการอำนวยความยุติธรรมในยุคที่นิติวิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึงหัวเมืองห่างไกล











